เพียงคุณปรับท่าทาง ก็ห่างไกลจากอาการปวด

พฤติกรรมที่เราใช้ในชีวิตประจำวันบางครั้งอาจเป็นท่าทางที่เราทำแล้วรู้สึกสบาย แต่รู้หรือไม่ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อโครงสร้างร่างกายของเรา ซึ่งในระยะแรกหรือช่วงวัยรุ่นร่างกายเราอาจจะไม่แสดงอาการเจ็บปวดอะไรออกมา แต่ถ้าปล่อยไว้นานและยังทำพฤติกรรมเดิมต่อเนื่องอยู่ อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหรือข้อติดตามมาได้ พฤติกรรมที่พบเห็นได้ปล่อยในสังคมสมัยนี้มีอะไรบ้าง ท่านสามารถติดตามอ่านได้จากบทความนี้ได้เลยค่ะ !!!
★     การคุยโทรศัพท์ โดยเอียงคอไปด้านใดด้านหนึ่ง โดยใช้กล้ามเนื้อช่วงบ่าและคอหนีบโทรศัพท์ไว้เข้าหากัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระดูกและกล้ามเนื้อรอบคอบ่า ทำให้กระดูกคอเบี้ยวจนกดทับเส้นประสาทบริเวณคอตามมาได้ กล้ามเนื้อบริเวณคอบ่าเกิดความไม่สมดุลจากการใช้งานเพียงด้านใดด้านหนึ่ง จนเกิดอาการเกร็งหรือล้าของกล้ามเนื้อ จนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามมา ควรหลีกเลี่ยงท่าทางดังกล่าว แนะนำให้ใช้หูฟัง เปิดลำโพงคุยโทรศัพท์ หรือใช้มือจับโทรศัพท์โดยที่คออยู่ในลักษณะตั้งตรงไม่เอียง

     การนั่งหลังค่อม เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่หลายๆ คนละเลย เนื่องจากเป็นท่านั่งแล้วรู้สึกสบาย แต่รู้หรือเป็น เป็นอีกหนึ่งในพฤติกรรมที่ทำร้ายกระดูกสันหลังเราได้ หากทำบ่อยๆ มักจะอยู่ในท่างอตัวช่วงบน ไหล่งุ้มไปด้านหน้า และคอยื่นเล็กน้อย ทำให้กล้ามเนื้อเสียสมดุลไป เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หดสั้นจนเกินไป และกล้ามเนื้อบริเวณหลังยืดยาวออก ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยหรือชาร้าวลงแขนตามมาได้ ควรพยายามปรับท่าทางโดยการนั่งหลังตรง ไหล่เปิด และเก็บคางเข้ามา รวมทั้งการออกกำลังกายเพื่อทรงท่าทางอยู่ได้นานโดยที่ไม่มีอาการเมื่อยล้า

     การยืนเอวแอ่น เป็นพฤติกรรมที่พบมากในกลุ่มสาวๆ โดยเฉพาะผู้ที่มักใส่รองเท้าส้นสูงอยู่เป็นประจำ หรือกลุ่มคนทั่วไปก็สามารถพบเห็นได้บ่อย ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนหลังทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าตามมาได้ และการที่กระดูกสันหลังแอ่นมากกว่าปกติจนเกิดการบีบทับเส้นประสาท บางรายอาจเกิดอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

     การนั่งไขว้ห้าง  นั่งโดยใช้ขาไขว้ไปบนขาอีกข้างหนึ่ง เป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายกระดูกสันหลังได้ เนื่องจากมีการเอียงตัวของแนวเชิงกราน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เชื่อมต่อกับกระดูกสันหลัง หากนั่งเช่นนี้ต่อเนื่องเป็นประจำ เสี่ยงเป็นภาวะกระดูกสันหลังคดตามมาได้ กล้ามเนื้อทั้งสองฝั่งเสียสมดุล ยืดยาวหรือหดสั้นจนเกินไป จนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย หรือบาดเจ็บตามมาได้ ควรพยายามหลีกเลี่ยง ทิ้งลงน้ำหนักขาทั้ง 2 ข้างให้เท่ากับความกว้างของระดับข้อสะโพก

     การนั่งหรือยืนลงน้ำหนักขาข้างเดียว กรณีนั่งจะมีการเอียงสะโพกไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือหากยืนก็จะทิ้งน้ำหนัลงที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้ ทำให้แนวเชิงกรานบิดเบี้ยวและกระดูกสันหลังคดตามมาได้ ควรปรับลงน้ำหนักให้เท่ากันทั้ง 2 ข้างหรือยืนลงน้ำหนักความกว้างระดับสะโพก

     การสะพายกระเป๋าข้างเดียว หรือถือของหิ้วเพียงข้างเดียว ทำให้ร่างกายใช้งานเพียงด้านเดียว แน่นอนกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำงานซ้ำๆ ก็จะหดสั้น อีกฝั่งก็ยืดยาวออก เกิดความไม่สมดุลของร่างกายนำมาซึ่งความเจ็บปวดได้

     นั่งกอดอก เป็นท่าทางที่ทำให้ กล้ามเนื้อหน้าอกหดตัว ส่วนด้านหลังยืดยาวออกจนทำงานเสียสมดุลไป

พฤติกรรมเหล่านี้ ล้วนทำร้ายร่างกายหากยังคงทำต่อเนื่อง จนกลายเป็นนิสัยหรือความเคยชินของร่างกาย โครงสร้างร่างกายของเราเสียไป กล้ามเนื้อเสียสมดุล และกระดูกอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม มีการบิดเบี้ยวของแนวกระดูกเชิงกรานซึ่งเป็นศูนย์กลางของร่างกาย ที่เชื่อมโยง โครงสร้างส่วนบนและส่วนล่างของร่างกายเอาไว้ด้วยกัน หากมีการบิดเบี้ยวของแนวกระดูกเชิงกรานไปด้านใดด้านหนึ่ง ร่างกายจะมีการปรับตัวอัตโนมัติเพื่อให้ทรงท่าอยู่ในท่าตั้งตรง ดังนั้น กล้ามเนื้อสองฝั่งตามแนวกระดูกสันหลังจะเสียสมดุลไป จะมีฝั่งใดฝั่งหนึ่งหดสั้นหรือยืดยาวออกไป จึงทำให้เกิดภาวะกระดูกสันหลังคดตามมาได้ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อโครงสร้างร่างกายเรา หากท่านอยากห่างไกลอาการเจ็บปวด เมื่อยล้าตามร่างกาย ควรพยายามหลีกเลี่ยง ลด ละ เลิกพฤติกรรมดังกล่าวด้วยนะคะ

เรียบเรียงและเขียนบทความโดย กภ.วิไลพร  ยศทา
นักกายภาพบำบัดประจำเจแปนนิส ชิงคิว คลินิก

Related post

  1. 4 ท่าออกกำลังกายป้องกันหลังค่อ…

  2. 7 ท่า ที่ทำร้ายกระดูกสันหลัง

  3. 5 สาเหตุที่ทำให้คุณต้องเผชิญกั…

  4. อาการปวดหลังเสี่ยงเป็นโรครุนแร…

  5. แนวทางการป้องกันและการออกกำลัง…

  6. หลังค่อม ไหล่อห่อ คอยื่น ภัยเง…

Comment

  • Comments (0)

  • Trackback are closed

  1. No comments yet.

  1. No trackbacks yet.

PAGE TOP